Tuesday, December 9, 2008

การแบ่งปันที่ยุติธรรมที่สุดในโลก

<<--ภาพมอนเทนน์ จากวิกิพีเดีย


คัมภีร์ของมอนเทนน์เล่มหนึ่งกล่าวว่า "ดูๆ แล้วในโลกนี้สิ่งที่ถูกแบ่งปันได้ยุติธรรมที่สุดก็คือ น้ำใจของคน"

มีผู้แย้งว่า "ท่านมีข้อมูลอะไรมากล่าวอ้าง"

มอนเทนน์ตอบว่า "แต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่เห็นใครกล่าวว่า ตนเองเป็นคนไม่มีน้ำใจ"

มารู้จักมอนเทนน์กันดีกว่า



มอนเทนน์ หรือ Michel Eyquem de Montaigne (ภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า [miʃɛl ekɛm də mɔ̃tɛɲ]) (February 28, 1533September 13, 1592) เป็นนักคิดและนักเยนความเรียงปกิณกะ

คำคมของมอนเทนน์


* Obsession is the wellspring of genius and madness.
* Everyone calls barbarity what he is not accustomed to.[6]
* If you belittle yourself, you are believed; if you praise yourself, you are disbelieved.
* When I play with my cat, how do I know that she is not passing time with me rather than I with her?[7]
* Life in itself is neither good nor evil, it is the place of good and evil, according to what you make it.
* The continuous work of our life is to build death.
* If you press me to say why I loved him, I can say no more than because he was he, and I was I.
* Kings and philosophers shit, and so do ladies.
* I enter into discussion and argument with great freedom and ease, inasmuch as opinion finds me in a bad soil to penetrate and take deep root in. No propositions astonish me, no belief offends me, whatever contrast it offers to my own. There is no fancy so frivolous and so extravagant that it does not seem to me quite suitable to the production of the human mind.
* Our religion is made to eradicate vices, instead it encourages them, covers them, and nurtures them.
* Human understanding is marvellously enlightened by daily conversation with men, for we are, otherwise, compressed and heaped up in ourselves, and have our sight limited to the length of our own noses.
* Not being able to govern events, I govern myself.

Monday, December 8, 2008

การโฆษณาเริ่มตั้งแต่เมื่อใด


<<-- ภาพจากวิกิพีเดีย "โฆษณา โคคา โคลา ในทศวรรษ 1980"
คำว่าโฆษณาในภาษาละติน แปลว่า การตะโกนเสียงดัง
ในสมัยโรมันโบราณการค้าขายมีการแข่งขันกันมาก เจ้าของร้านจึงมักจ้างคนมาตะโกนบอกสรรพคุณสินค้าอยู่ข้างทาง เพื่อเรียกลูกค้าให้ซื้อสินค้าของตน
หรือบางทีเจ้าของร้านก็ตะโกนเอง ชาวบ้านเรียกการกระทำดังกล่าวว่าการโฆษณา
ในปัจจุบันการโฆษรามีหลากหลายช่องทางขึ้นตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่การตะโกนเรียกลูกค้าและแนะนำสินค้าก็ยังสามารถเห็นได้ทั่วไป

Wednesday, December 3, 2008

เพราะเหตุใดการคั่วลูกเกาลัดจึงต้องใส่ทรายลงในกะทะคั่วด้วย


การที่ต้องใส่ทรายลงในกะทะคั่วด้วย เพื่อให้ความร้อนถ่ายเทให้ลูกเกาลัดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และตัน+หนา ได้ความร้อนทั่วถึงกัน
เนื่องจากทรายมีขนาดเม็ดเล็กสามารถรับความร้อนได้รวดเร็ว เมื่อทรายคลุกอยู่รอบลูกเกาลัดก็จะถ่ายเทความร้อนให้ลูกเกาลัดอย่างทั่วถึง ทำให้ลูกเกาลัดสุกง่ายขึ้น ไม่ใช่สุกเฉพาะลูกที่อยู่ติดกะทะ

Tuesday, December 2, 2008

Pliny


ปราชญ์ Pliny ผู้เคยมีชีวิตเมื่อ 2,000 ปีก่อน ชอบอ่านหนังสือมาก ถึงขนาดเวลากินอาหารหรืออาบน้ำ ก็จะให้เลขานุการส่วนตัวอ่านตำรากรีกและละตินให้ฟัง หรือเวลาเดินทางไปตามถนนในโรม Pliny ก็จะนั่งเสลี่ยงให้ทาสยกเดิน เพื่อตนจะได้อ่านและรู้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง การรู้มากและอ่านมากเยี่ยงนี้ทำให้ Pliny มีผลงานเขียนสารานุกรม natural philosopher มากถึง 37 เล่ม

Sunday, November 30, 2008

อริสโตเติล


อริสโตเติล (Aristotle 384-322 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญากรีก มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง เสนอทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างความยาวของไม้พลองกับแรง
เรื่อง ทำไมผู้อิจฉาจึงเป็นทุกข์
มีคนถามอริสโตเติลว่า"ทำไมผู้มีจิตใจอิจฉาริษยามักจะมีจิตใจไม่เป็นสุข"
ท่านตอบว่า "เนื่องจากความทุกข์ของเขาไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองต้องประสบความล้มเหลว ซ้ำผุ้อื่นยังประสบความสำเร็จอีกด้วย"

Saturday, November 29, 2008

โซเครตีส (Socrates) 2


เรื่องวงกลมใหญ่และวงกลมเล็ก


นักเรียนคนหนึ่งเคยถามโซเครตีสว่า "ความรู้ของอาจารย์ทั้งสมบูรณ์และลึกวึ้งเช่นนี้ ทำไมอาจารย์จึงยังสงสัยในทฤษฎีของตนเองเล่า"

โซเครตีสวาดวงกลมบนพื้นดิน จากนั้นกล่าวว่า
"วงกลมใหญ่คือ ความรู้ของฉัน
วงกลมเล็กคือความรู้ของเธอ
แม้ความรู้ของฉันมีมากกว่าเธอ แต่ว่าด้านนอกเส้นวงกลมซึ่งหมายถึงสิ่งที่ยังไม่รู้นั้น ฉันก็ยังมีอีกมากเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ทำให้มีฉันต้องมีความสงสัย แม้ในทฤษฎีของตนเอง"

Friday, November 28, 2008

โซเครตีส (Socrates)

โสกราตีสเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไรคงเหลือ อยู่ถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของ บุคคลอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) เพลโต (Plato) อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน (Xenophon) นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์ที่เก็บเรื่องราวของโสกราตีส อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราตีสนั้นจริงหรือเท็จได้ อย่างแน่นอน
ตามธรรมเนียมโบราณ โสกราตีสนั้นเป็นลูกของโสโฟรนิกัส (Sophronicus) ผู้เป็นพ่อ และ แฟนาเรต (Phaenarete) ผู้เป็นแม่ โสกราตีสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง 3 คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราตีสเองได้กล่าวว่าเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนใดก็ได้ เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราตีสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่พลาโตได้กล่าวว่า โสกราตีสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิ
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราตีสประกอบอาชีพใด ใน"ซิมโพเซียม" (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่าโสกราตีสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา โสกราตีสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัวเพราะบิดาของโสกราตีสเป็นเพียง ศิลปิน และตามการบรรยายของพลาโต โสกราตีสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์ อย่างไรก็ตามซีโนฟอนกล่าวใน"ซิมโพเซียม"ว่า โสกราตีสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราตีสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราตีสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่นเอลซีไบเดส (Alcibiades)
(จาก วิกิพีเดียไทย - ยาวจัง)
แบบย่อๆ คือ โซเครตีส (Sokrates 469 - 399 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญาชาวกรีก เขามีความเห็นว่า"จุดมุ่งหมายของปรัชญาอยู่ที่รู้จักตนเอง"
มาดูเรื่องมันส์ๆ จาดโซเครตีสกันดีกว่า
มีชายผู้หนึ่งขอให้โซเครตีสช่วยสอนเรื่องการ "ปาฐกถา" และได้แสดงริมฝีปาก โดยการพูดไม่หยุดให้โซเครตีสฟัง โซเครตีส เรียกเงินค่าเรียน 2 เท่า ชายผุ้นั้นรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า "ทำไมต้องจ่ายเพิ่มอีก 1 เท่าเล่า"
โซเครตีสตอบว่า "เนื่องจากฉันต้องสอนวิชาให้เธอ 2 อย่าง วิชาแรกคือสอนให้รู้จักหุบปากเสียก่อน ส่วนอีกวิชาหนึ่งจึงเป็นวิชาปาฐกถา"

Thursday, November 27, 2008

อีสป

อีสป (Aesop ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6) เล่ากันว่าเป็นผุ้แต่ง"นิทานสุภาษิตอีสป" สันทัดในการเว่านิทาน เดิมทีเป็นทาส ต่อมาเนื่องจากความฉลาดมีไหวพริบจึงได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

มาดูเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับอีสปดูค่ะ (ไม่ใช่เกี่ยวกับนิทานอีสป)

อีสปกับนักเดินทาง
วันหนึ่ง นักเดินทางได้แวะถามอีสปว่า "เดินทางเข้าเมืองต้องใช้เวลาเท่าไร" อีสปไม่ตอบ เพียงแต่พูดย้ำให้เขาเดินไปข้างหน้า ผ่านไปไม่กี่นาที อีสปตะโกนไล่หลังมาว่า "อีก 2 ชั่วโมงก็ถึงตัวเมือง"

"ทำไมเมื่อกี้ถึงไม่บอกเล่า" นักเดินทางถาม

อีสปตอบ "ผมจะตอบคุณได้อย่างไร ในเมื่อผมยังไม่รู้ว่าคุณเดินได้เร็วแค่ไหน"